โควิดสายพันธุ์อินเดีย

โควิดสายพันธุ์อินเดีย อธิบดีกรมควบคุมโรค แจงกรณี ที่ว่า “ โควิด 19 สายพันธุ์อินเดีย ” เป็น 12 คน งานจาก แคมป์ก่อสร้าง แถว หลักสี่ อีก 3 คน เป็นคนร่วมบ้าน ตอนนี้ได้ทำการ เร่งติดตาม ผู้ที่สัมผัส อย่างเข้มข้น ชี้ วัคซีนแอสตราเซเนกา สามารถ ป้องกันได้

ศบค. ยืนยัน แคมป์คนงานหลักสี่ ติดโควิด 15 คน โดยระบุว่า เป็นสายพันธุ์อินเดีย หรือ B 1.1617.2 ล่าสุดรายงานจาก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เผยข้อมูล ล่าสุด มีคนติดโควิด 19 สายพันธุ์อินเดีย ในไทยรวมแล้ว ทั้งหมด 36 คน นั้นเอง

โควิดสายพันธุ์อินเดีย

กระทรวงสาธารณสุข แถลงรายละเอียด ได้ ตรวจพบเชื้อโควิด 19 สายพันธุ์อินเดีย ในแคมป์คนงานก่อสร้าง เบื้องต้น ผู้ที่ติดเชื้อ ทุกรายไม่แสดงอาการเลย ทั้งหมด ได้ถูกแยกตัว และ ส่งรักษาไปในโรงพยาบาลแล้ว เพื่อเข้ารับการรักษาตัว พร้อมเผยข้อมูล จากอังกฤษสายพันธุ์นี้ ไม่มีผลต่อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า นั้นเอง

รายละเอียดชี้แจงเพิ่มเติม กรณี พบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์อินเดีย

เมื่อเวลา ประมาณ 15.20 น. ของวันที่ 21 พฤษภาคม 2564 โดย นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ชี้แจงเพิ่มเติม ว่ากรณี พบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์อินเดีย ( B.1.617.2 ) 15 ราย ในคลัสเตอร์แคมป์ก่อสร้าง ที่เขตหลักสี่

หลังการแถลง ของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด ของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( โควิด-19 ) หรือ ศบค. ว่า โควิด-19 มีการเปลี่ยนแปลงเชื้อ หรือ การกลายพันธุ์ตลอดเวลาจากสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบจากอู่ฮั่น ประเทศจีน โดยสายพันธุ์ที่ให้ความสนใจมีดังนี้

1. กลายพันธุ์แล้วแพร่ระบาดง่ายขึ้น

2. ทำให้ความรุนแรง ของโรคมากขึ้น เสียชีวิตมากขึ้น

3. ทำให้การใช้วัคซีน ไม่มีประสิทธิภาพ หรือ ป้องกันโรคได้ไม่ดี

สำหรับตอนนี้ สายพันธุ์ ที่ทั่วโลก กำลังเร่งจับตา และ ให้ความสนใจ ประกอบ ด้วย สายพันธุ์อังกฤษ สายพันธุ์อินเดีย สายพันธุ์บราซิล สายพันธุ์แอฟริกาใต้ และ ทั้ง 4 สายพันธุ์นี้

กระทรวงสาธารณสุข ของไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัย ห้องปฏิบัติการต่าง ๆ มีการถอด รหัสพันธุกรรม และ ทำการรวบรวมข้อมูล รวมถึง ใช้หลักระบาดวิทยา ในการอ้างอิงด้วย สายพันธุ์ที่มีการระบาด ในขณะนี้ ส่วนใหญ่ เป็นสายพันธุ์อังกฤษ เป็นส่วนใหญ่ ที่มีการแพร่กระจาย เชื้อได้รวดเร็ว มากกว่า สายพันธุ์ดั้งเดิม

ขณะที่ สายพันธุ์อินเดีย มีการค้นพบ ในหลายประเทศ ทั้ง มาเลเซีย อังกฤษ และ สิงคโปร์ ส่วนเมียนมา และ กัมพูชา นั้น

ยังมีข้อมูล การถอดรหัสพันธุกรรม ค่อนข้างจำกัด อีกด้วย แต่เชื่อ ได้ว่าอาจจะมี สายพันธุ์อินเดีย อยู่เช่นกัน เพราะ ฉะนั้น ไทยก็มีโอกาส ที่จะมีสายพันธุ์อินเดียหลุดรอดเข้ามาได้ นั้นเอง และ แพร่ในประเทศไทยได้ นั้นเอง

โดยจะมีการจับตาเรื่องนี้ อย่างใกล้ชิด และ มีมาตราการตรวจสอบอย่างคุมเข้ม และ ล่าสุดนั้นกำลังพูดถึงการระบาด ของสายพันธุ์สิงคโปร์ แต่ทางฝั่งสิงคโปร์ได้ออกมาทำการปฏิเสธแล้ว ฉะนั้น ก็ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และ ทำการศึกษาถึงความเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ตลอดเวลา นั้นเอง

ทั้งนี้ จากที่ได้ กล่าวมาทั้ง 4 สายพันธุ์ นั้น ที่มีการระบาดในประเทศไทยขณะนี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นสายพันธุ์อังกฤษ ที่การแพร่กระจายเชื้อจะเป็นไปอย่างรวดเร็วมากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม ที่ประเทศจีน ย้ำว่า สธ. กำลังติดตามสถานการณ์โรคอย่างใกล้ชิด รวมถึงลงไปดำเนินการร่วมกับกรุงเทพมหานครในการควบคุมโรค ตรวจหาผู้ป่วยเชิงรุก อีกด้วย

ทั้งนี้ จากการที่กระทรวงสาธารณสุข ร่วมทำงาน กับ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ พบการแพร่ระบาด ของ โรคโควิด – 19 ที่แคมป์ก่อสร้าง หลักสี่ นั้น จากนั้นนำ 61 ตัวอย่าง ไปตรวจหาสายพันธุ์ พบว่า ตรงกับสายพันธุ์อินเดีย 15 คน เป็นเพศชาย 7 คน และ เพศหญิง 8 คน อายุเฉลี่ยประมาณ 46 ปี

ส่วนใหญ่อาการน้อย และ ไม่แสดงอาการ ทั้งนี้ทั้งหมดยังรักษาอยู่ในโรงพยาบา เบื้องต้นได้รับรายงานว่า อาการเล็กน้อย ไม่รุนแรง และ จะมีการติดตามผู้สัมผัส เพื่อตรวจสอบข้อมูลอ ย่างเข้มข้น ต่อไป

นพ. โอภาส ระบุเพิ่มเติม โดยอ้างอิงข้อมูล มาจาก ประเทศอังกฤษ (Public Health England) ในเรื่อง สายพันธุ์อินเดีย ดังนี้

1. การแพร่กระจายโรคไม่ต่างจากสายอังกฤษ

2. ความรุนแรงของโรค ยังไม่มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์อินเดียมีอาการรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์อังกฤษ

3. การไม่ตอบสนองต่อวัคซีน (ดื้อต่อวัคซีน) พบว่า สายพันธุ์อินเดียยังไม่ดื้อต่อวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีนหลักที่กำลังจะใช้คือ แอสตราเซเนกา ยังสามารถป้องกันสายพันธุ์อินเดียและสายพันธุ์อังกฤษได้ พร้อม ยกตัวอย่าง ว่า ประเทศอังกฤษใช้วัคซีนแอสตราเซเนกา เป็นหลัก ปรากฏว่าการระบาด ลดน้อยลง

โควิดสายพันธุ์อินเดีย แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการ ควบคุมโรคในเขตกรุงเทพฯ กำลังติดตามสถานการณ์ ใกล้ชิด รวมถึง จัดทีมสนับสนุนการติดตามผู้สัมผัส การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก และ การสนับสนุนการรักษาพยาบาลในจุดต่าง ๆ โดยพร้อมจะรายงานข้อมูลต่อประชาชน เป็นระยะต่อไป นั้นเอง

บทความแนะนำ