วัคซีนโควิดไฟเซอร์ ชวนรู้จักวัคซีนที่ทั่วโลกกำลังรอคอย

วัคซีนโควิดไฟเซอร์

วัคซีนโควิดไฟเซอร์ (Pfizer) มีชื่อทางการว่า BNT162b2 เป็นวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ชนิด mRNA ที่คิดค้นโดยบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) ร่วมกับบริษัทสัญชาติเยอรมันชื่อไอโบเอ็นเท็ค (BioNTech)เราจะชวนรู้จักวัคซีนที่ทั่วโลกกำลังรอคอยว่าวัคซีนชนิดนี้ เป็นอย่างไร เรามาทำความรู้จัก วัคซีนโควิดไฟเซอร์ กันเลย

วัคซีนชนิดนี้ หรือ mRNA เป็นการสังเคราะห์สารพันธุกรรมเลียนแบบเชื้อไวรัสขึ้นมา ดังนั้นในวัคซีนจึงไม่ได้มีอนุภาคของเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียที่ตายแล้วอยู่ภายในเลย

เมื่อ mRNA ถูกฉีดเข้าไปในร่างกาย จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างโปรตีนส่วนหนาม (Spike protein) เหมือนกับโคโรนาไวรัส ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการติดเชื้อจนเป็นโควิด 19 เมื่อร่างกายเห็นโปรตีนส่วนหนามของไวรัสแล้ว จึงสามารถสร้างภูมิคุ้มกันไว้สำหรับป้องกันไวรัสจริงๆ ที่จะเข้ามาได้

วัคซีนไฟเซอร์ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (Food and Drug Administration: FDA) เพื่อป้องกันโรคโควิด 19 สำหรับผู้ที่อายุ 12 ปีขึ้นไป

วัคซีนไฟเซอร์ ประสิทธิภาพเป็นอย่างไร?

หลังจากฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 2 แล้ว จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโควิด 19 สูงถึง 91.3% ในช่วง 7 วันถึง 6 เดือนหลังฉีด

นอกจากนี้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) กำหนดให้วัคซีนไฟเซอร์มีประสิทธิภาพสูงถึง 100% ในการป้องกันความรุนแรงของโรคที่เกิดจากโควิด 19

ในขณะที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (Food and Drug Administration: FDA) กำหนดให้ประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงที่เกิดจากโรคโควิด 19 ไว้ที่ 95.3%

แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันว่า หลังจากรับวัคซีนไฟเซอร์แล้วจะมีโอกาสแพร่กระจายเชื้อสู่คนอื่นได้มากน้อยเพียงใด เพราะภายใน 10 วันหลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มแรก อาจยังสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ เนื่องจากร่างกายยังไม่สามารถสร้างแอนติบอดี้ (Antibodies) ได้เต็มที่

ดังนั้นจึงควรปฎิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขต่อไป เช่น สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกไปที่สาธารณะ เว้นระยะห่างจากบุคคลอื่น ล้างมือหลังหยิบจับสิ่งของ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนเยอะ หากจำเป็นต้องเข้าสถานที่ที่มีผู้อื่น ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของวัคซีนวัดจากการทดลองทางคลินิก ซึ่งอาจมีการควบคุมกลุ่มทดลอง แต่ในการนำมาใช้กับประชากรจริง ประสิทธิภาพมีโอกาสที่จะต่ำกว่าผลที่สรุปในการทดลองเนื่องจากหลายปัจจัย เช่น การกลายพันธุ์ของไวรัสใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้ใช้ในการทดลอง

วัคซีนไฟเซอร์ ป้องกันโควิดสายพันธุ์ใหม่ได้ไหม?

เว็บไซต์ของ Pfizer เผยว่าวัคซีนไฟเซอร์มีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันโควิดในแอฟริกาใต้ สถานที่ซึ่งพบสายพันธุ์ B.1.351 เป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ การศึกษาอื่นพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ครบ 2 เข็ม มีโอกาสติดเชื้อโควิด 19 สายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร หรือ B.1.1.7 น้อยลง 90%

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ยังคงต้องการการสังเกตและพัฒนาในระยะยาวต่อไป

วัคซีนโควิดไฟเซอร์ฉีดอย่างไร?

วัคซีนโควิดไฟเซอร์ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 21-28 วัน ใช้วิธีการฉีดเข้ากล้ามเนื้อแขนด้านบน ภูมิคุ้มกันจะเริ่มเกิดหลังจากฉีดวัคซีนไฟเซอร์ไปแล้ว 12 วัน แต่ภูมิคุ้มกันจะทำงานเต็มที่หลังจากฉีดครบ 2 เข็ม

ปัจจุบันยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมถึงประสิทธิภาพในการป้องกันระยะยาวในกรณีที่ฉีดเข็มแรกเพียงเข็มเดียว

วัคซีนโควิดไฟเซอร์เหมาะกับใคร?

1.วัคซีนไฟเซอร์ เหมาะกับผู้อยู่ในเงื่อนไขดังต่อไปนี้

2.ผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป

3.ผู้ที่อายุเกิน 65 ปีขึ้นไป ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน

4.ผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุข และมีโอกาสสัมผัสรับเชื้อมากกว่าคนอื่น

5.ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่อาจส่งผลให้อาการรุนแรงหากติดเชื้อโควิด 19 เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหอบหืด โรคปอด โรคตับ โรคไต และโรคติดเชื้อเรื้อรังอื่นๆ

6.ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ควรได้รับวัคซีนหลังจากปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลแล้วเท่านั้น

7.ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV เพราะมีโอกาสเสี่ยงสูง แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน

8.ผู้ที่เคยติดโควิด 19 มาแล้ว อาจรับวัคซีนไฟเซอร์หลังจากติดโควิด 19 มาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

9.สตรีที่กำลังอยู่ระหว่างให้นมบุตร โดยเฉพาะหากเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านสาธารณสุข ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน

10.สตรีมีครรภ์ อาจควรรับวัคซีนหากแพทย์พิจารณาแล้วว่าประโยชน์ที่จะได้รับ มีมากกว่าความเสี่ยง เช่น สตรีมีครรภ์มีโรคประจำตัวอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการรุนแรงเมื่อติดโควิด

ทุกเงื่อนไขที่กล่าวมา ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ชำนาญการก่อนรับวัคซีน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมา ท่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับวัคซีนโควิดได้ที่บทความ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัคซีนโควิด

วัคซีนโควิดไฟเซอร์ไม่เหมาะกับใคร?

หากอยู่ในเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ไม่ควรรับวัคซีนไฟเซอร์ หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 16 ปี เนื่องจากวัคซีนไฟเซอร์ทำการทดสอบกับผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป องค์การอนามัยโลกจึงยังไม่แนะนำให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปีฉีดวัคซีนไฟเซอร์

ผู้ที่มีอาการแพ้ หรือโรคภูมิแพ้ทั้งแบบรุนแรง และไม่รุนแรง ต่อส่วนผสมของ mRNA ในวัคซีนโควิด-19 ไม่ควรรับวัคซีนชนิดนี้

ผู้ที่มีอาการแพ้โพลี เอธิลีน ไกคอล (Polyethylene glycol: PEG) และ พอลิซอร์เบต (Polysorbate) เป็นสารชนิดหนึ่งที่ใช้ในเครื่องสำอาง และยาบางชนิด

วัคซีนโควิดไฟเซอร์ปลอดภัยไหม?

องค์การอนามัยโลกได้ทำการประเมินคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของวัคซีนไฟเซอร์แล้ว ว่าเหมาะสำหรับผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ วัคซีนไฟเซอร์ได้ผ่านการประเมินจากผู้เข้าร่วมมากกว่า 44,000 ราย ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป และมีมากกว่า 12,000 รายที่ได้รับวัคซีน ตลอดจนติดตามอาการอย่างน้อย 6 เดือนหลังฉีดเข็มที่ 2 แล้ว

อย่างไรก็ตาม ทั้งองค์การอาหารและยาสหรัฐ และหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) จะคอยติดตามผลข้างเคียงของวัคซีนที่ฉีดแล้วต่อไป

ผลข้างเคียงของวัคซีนโควิดไฟเซอร์

วัคซีนหลายชนิดอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยได้เป็นเรื่องปกติ แต่ควรสังเกตอาการในกรณีที่มีผลข้างเคียงรุนแรง หรือผลข้างเคียงชนิดที่หาได้ยาก ดังนี้

1.มีไข้ หนาวสั่น

2.ปวดศีรษะ

3.ปวดกล้ามเนื้อ

4.อ่อนเพลีย

5.ปวด บวม หรือรอยแดงบริเวณที่ฉีด

6.คลื่นไส้

7.อาเจียน

โดยผลข้างเคียงเหล่านี้อาจเริ่มใน 1-2 วันหลังจากรับวัคซีน จากกลุ่มทดลองพบว่าผลข้างเคียงเกิดขึ้นหลังจากฉีดเข็มที่ 2 และควรจะหายไปในไม่กี่วัน

ผลข้างเคียงที่พบได้ยากของวัคซีนไฟเซอร์

1.เป็นลม

2.เวียนศีรษะ

3.การมองเห็นผิดปกติ

4.รู้สึกชาตามร่างกาย

หากมีอาการดังที่กล่าวมานี้หลังจากฉีดวัคซีนไฟเซอร์ควรแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที นอกจากนี้การหาที่นั่งพัก หรือนอนราบอาจช่วยให้อาการบรรเทาลงได้

อาการแพ้วัคซีนไฟเซอร์

อาการแพ้วัคซีนไฟเซอร์ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือแพทย์ทันที อาจมีดังนี้

1.มีผื่นขึ้นตามตัว

2.มีอาการคัน บวม ตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะใบหน้า ลิ้น และลำคอ

3.เวียนศีรษะมาก

4.หายใจลำบาก

อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าวอาจไม่ใช่อาการทั้งหมดที่มีโอกาสเกิดได้ หากคุณมีอาการอื่นๆ ที่นอกเหนือจากด้านบน ควรติดต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือแพทย์ทันที

บทความแนะนำ